เงินบาทเปิด 33.48 บาท/ดอลลาร์ แทบไม่เปลี่ยน จับตา Fed–ตะวันออกกลาง
Krungthai Global Markets มองระยะสั้นยังมี “Two-Way Risk” จากทิศทาง Fed และสถานการณ์ตะวันออกกลาง หลังเปิดเช้านี้แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ที่ระดับ 33.48 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลง” จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 33.49 บาทต่อดอลลาร์
โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) เคลื่อนไหวไร้ทิศทางที่ชัดเจน ในกรอบ Sideways (แกว่งตัวในกรอบ 33.39-33.52 บาทต่อดอลลาร์) แม้เงินบาทและราคาทองคำ (XAUUSD) จะเผชิญแรงกดดันในช่วงแรก
ท่ามกลางความกังวลต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ทวีความร้อนแรงขึ้น จนหนุนให้ราคาน้ำมันดิบ Brent พุ่งขึ้นทดสอบโซน 107 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ทว่า สถานการณ์ดังกล่าวพลิกกลับมามีแนวโน้มดีขึ้น ตามกระแสข่าวความพยายามในการกลับมาเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ทำให้ราคาน้ำมันดิบพลิกกลับมาปรับตัวลงสู่โซน 104 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และช่วยจำกัดการเคลื่อนไหวของเงินดอลลาร์
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ – บรรยากาศในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ผันผวนไปตามกระแสข่าวสถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยล่าสุดความหวังต่อการกลับมาเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ได้ช่วยหนุนการรีบาวด์ขึ้นบ้างของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ทว่า โดยรวมบรรยากาศในตลาดการเงินยังถูกกดดันจากการปรับตัวลงของบรรดาหุ้นเทคฯ และหุ้นสไตล์ Growth ท่ามกลางความกังวลต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ Fed และการปรับตัวขึ้นต่อเนื่องของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ส่งผลให้ ดัชนี Dow Jones ปรับตัวลง 0.3% ส่วน ดัชนี S&P 500 ปิดตลาดลง 0.02% ขณะที่ดัชนี Nasdaq Composite ปรับตัวขึ้นเล็กน้อย 0.01%
ตลาดบอนด์ – บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นต่อเนื่องทดสอบโซน 5.20% ท่ามกลางความกังวลต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ Fed และความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง นอกจากนี้ การปรับสถานะถือครองของผู้เล่นในตลาดบางส่วน หลังบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นทะลุโซน 5.00% ช่วงที่ผ่านมาได้สร้างแรงกดดันต่อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ เพิ่มเติม
แม้บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ จะปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง แต่เราคงคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดสามารถทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ ได้ (ย้ำว่า เน้นทยอยเข้าซื้อในจังหวะบอนด์ยีลด์ปรับตัวสูงขึ้น หรือ Buy on Dip) โดยเราคงมองว่า หาก Fed เดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยได้ต่อเนื่อง ไม่ว่าจะตามคาดการณ์ของเรา หรือผู้เล่นในตลาด การขึ้นดอกเบี้ยของ Fed ดังกล่าว จะเปิดทางให้ บอนด์ยีลด์ระยะยาว สามารถทยอยปรับตัวลดลงได้ในที่สุดตามภาพเศรษฐกิจและแนวโน้มเงินเฟ้อที่อาจชะลอลง
ตลาดค่าเงิน – เงินดอลลาร์เคลื่อนไหวในกรอบ Sideways แม้จะได้แรงหนุนบ้างจากภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินโดยรวม และการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ทว่า ความหวังการกลับมาเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ได้ช่วยชะลอการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์บ้าง นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดบางส่วนยังคงรอติดตามผลการประชุมสุดยอดผู้นำ Trump-Xi Summit ทำให้โดยรวม ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ยังคงแกว่งตัวแถวโซน 101.3 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 101.1-101.4 จุด)
ทองคำ – แม้ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน ธ.ค. 2026) จะเผชิญแรงกดดันบ้างความกังวลต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของบรรดาธนาคารกลาง ทว่า ราคาทองคำยังพอได้แรงหนุนจากความหวังต่อการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านล่าสุด ทำให้ โดยรวมราคาทองคำ สามารถทยอยรีบาวด์ขึ้นสู่โซน 4,300 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ได้อีกครั้ง
ส่วนในฝั่งไทย นักวิเคราะห์ต่างประเมินว่า ยอดการส่งออกของไทยในเดือนสิงหาคม จะยังคงได้อานิสงส์จากกระแส AI Boom ทว่า ราคาพลังงานที่สูงขึ้น รวมถึง การนำเข้าสินค้าสำหรับสร้าง Data Center และการผลิตเพื่อส่งออกตามกระแส AI Boom นั้น จะมีส่วนหนุนการขยายตัวในอัตราสูงต่อเนื่องของยอดการนำเข้า ทำให้ดุลการค้าของไทย ยังคงขาดดุล ต่อเนื่องราว 3.6 พันล้านดอลลาร์ ได้
Krungthai Global Markets มองเงินบาทเสี่ยงเผชิญ Two-Way Risk ในช่วงระยะสั้น ขึ้นกับ การปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ Fed และ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนอยู่สูง ทำให้ ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ในการป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะกลยุทธ์ Options
มองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมงที่ 33.30 - 33.60 บาท/ดอลลาร์
ขณะที่ ฝ่ายธุรกิจตลาดเงินและธุรกรรมระหว่างประเทศ ทีทีบี เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเช้านี้เปิดตลาด 33.50 บาท/ดอลลาร์ ใกล้เคียงกับราคาปิดตลาดเมื่อวานที่ระดับ 33.51 บาท/ดอลลาร์
สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ เคลื่อนไหวในกรอบแคบ ๆ และมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยถูกกดดันจากการปรับตัวขึ้นของราคาน้ำมันและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ ขณะที่นักลงทุนเพิ่มน้ำหนักต่อคาดการณ์ที่ว่า เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 2 ครั้งภายในปีนี้ หลังจากเจ้าหน้าที่เฟดหลายรายได้ออกมาส่งสัญญาณสนับสนุนการขึ้นดอกเบี้ย เพื่อทำให้อัตราเงินเฟ้อกลับสู่เป้าหมาย 2% ขณะที่แนวโน้มเงินเฟ้อยังคงเป็นเรื่องที่น่ากังวล
ล่าสุด FedWatch Tool ของ CME Group บ่งชี้ว่า นักลงทุนให้น้ำหนัก 69% ที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% ในการประชุมเดือนต.ค. และให้น้ำหนัก 50.3% ที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 0.25% ในการประชุมเดือนธ.ค.
ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ปรับตัวทะลุระดับ 93 ดอลลาร์/บาร์เรลและราคาน้ำมันดิบเบรนท์ราคาทะลุ 105 ดอลลาร์/บาร์เรล ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 30 ปี พุ่งขึ้นแตะระดับ 5.440% ซึ่งนับเป็นระดับสูงสุดในรอบ 22 ปี
ราคาทองร่วงทำนิวโลว์ลงแตะระดับต่ำสุดในรอบหนึ่งสัปดาห์หลังถูกกดดันจากราคาพลังงานที่สูงขึ้น จับตาแนวรับ 4,235 ดอลลาร์ ซึ่งหากราคาหลุดระดับนี้ ก็อาจเปิดทางให้ตลาดปรับฐานลงอีก โดยอาจแตะระดับ 4,000 ดอลลาร์
กรอบค่าเงินวันนี้และกลยุทธ์แนะนำ
- USD/THB 33.45 - 33.60 แนะนำ ซื้อ 33.45 / ขาย 33.60
- EUR/THB 37.80 - 38.30 แนะนำ ซื้อ 37.80 / ขาย 38.30
- JPY/THB 0.2085 - 0.2135 แนะนำ ซื้อ 0.2085 / ขาย 0.2135
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB